Make your own free website on Tripod.com

 

 
โรคอ้วนคืออะไร
      
  

ร่างกายของเราจะมีไขมันไว้เพื่อเป็นพลังานสำรอง ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย         โดยเป็นฉนวนป้องกันความร้อนออกจากร่างกาย เป็นเบาะกันกระแทก หากมีมากเกินไปเราก็เรียกกันว่า อ้วน ปกติผู้หญิงจะมีปริมาณไขมันประมาณ 25-30% ส่วนผู้ชายจะมี 18-23 % และถ้าหากผู้หญิงมีมากกว่า 30% หรือผู้ชายมีมากกว่า 25% ของน้ำหนัก จะถือว่าเข้าข่ายเป็นโรคอ้วน
โรคอ้วนหมายถึงมีปริมาณไขมันมากกว่าปกติเมื่อเทียบกับน้ำหนักรวมของร่างกาย ดังนั้น โรคอ้วนมิได้หมายถึงการมีน้ำหนักมาก แต่หมายถึง มีน้ำหนักที่ไม่สมดุลย์กับรูปร่างและส่วนสูง

ชนิดของการอ้วน
โรคอ้วนที่มีผลร้ายต่อสุขภาพมีอยู่ 3 ประเภทได้แก่

  • อ้วนทั้งตัว
    ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีไขมันรวมทั้งหมดของร่างกายมากกว่าปกติโดย ไขมันที่เพิ่มมิได้จำกัดอยู่ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง แต่กระจายไปทุกที่
  • โรคอ้วนลงพุง (abdominal obesity)
    ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีไขมันในอวัยวะภายในช่องท้องมากกว่าปกติ และอาจจะมีไขมันใต้ผิวหนังหน้าท้องเพิ่มขึ้นด้วย
  • โรคอ้วนลงพุงร่วมกับอ้วนทั้งตัว
    มีไขมันมากทั้งตัวและอวัยวะภายในช่องท้อง
การวัดปริมาณไขมันในร่างกาย
การที่จะบอกว่าใครคนหนึ่งอ้วนหรือไม่ คงไม่ได้หมายถึงการดูรูปร่างภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะอาจเกิดมาตราฐานที่ไม่เท่ากัน ก็ต้องใช้สิ่งที่วัดได้เป็นตัวกำหนด มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์หลายชนิด ที่สามารถวัดและคำนวณปริมาณไขมันในร่างกาย แต่ไม่สะดวกในทางปฎิบัติ จึงได้มีการคิดวิธีวัดง่ายที่ได้ผลคือ
  • ใช้ calipers วัดความหนาของไขมันชั้นใต้ผิวหนัง โดยเปรียบเทียบกับน้ำหนัก การวัด อาจจะวัดที่ท้องแขนด้านใน เป็นต้น
  • Bioelectric impedance analysis โดยการใช้ไฟฟ้าผ่านเข้าไปในร่างกาย แล้ววัดคำนวณออกมา
  • การใช้ ตารางหนักและส่วนสูง
  • การคำนวณดัชนีมวลกาย
โรคอ้วนจำเป็นต้องรักษาหรือไม่
ก่อนหน้านี้คนอ้วนไม่ถือเป็นโรค แต่ปัจจุบันจัดเป็น "โรคอ้วน" เนื่องจากก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ โรคอ้วนเป็นโรคเกิดจากสาเหตุหลายๆอย่าง ทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วน้ำหนักก็จะขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน การรักษาโรคอ้วนได้เปลี่ยนไปจากอดีต ที่นิยมให้ลดน้ำหนักเข้าสู่เกณฑ์ปกติอย่างรวดเร็ว มาเป็นให้ลดน้ำหนักแบบค่อยๆลง โดยกำหนดเป้าหมายที่สามารถปฎิบัติได้ การลดน้ำหนักเพียงบางส่วน สามารถก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ การรักษาโรคอ้วนให้รักษาตลอดชีวิตเหมือนโรคเบาหวาน
ได้มีการศึกษาในประเทศไทยพบว่าผู้ที่เป็นโรคอ้วนจะมีระดับไขมันชนิด cholesterol, triglyceride, LDL และระดับน้ำตาลสูงกว่าผู้ที่มีระดับน้ำหนักปกติ
จะเห็นว่าคนอ้วนมีโอกาสที่จะเกิดโรคมากมาย และผลดีของการลดน้ำหนักสามารถลดอัตราการเกิดโรคได้หลายชนิด และลด อัตราการตายได้ สมควรถึงเวลาที่จะหยุดความอ้วน

 

การจะประเมินว่าอ้วนหรือไม่ เรามิได้ประเมินจากการดูด้วยสายตาอย่างเดียว แต่จะประเมินจาก ดัชนีมวลกาย ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกาย มีวิธีการประเมินง่ายๆแต่ได้ผลดีได้แก่
  1. ดัชนีมวลกาย BMI (body mass index) • คลิกเพื่อคำนวน
  2. วัดเส้นรอบเอว Waist circumference
ดัชนีมวลกาย BMI (Body Mass Index)
การวัดปริมาณไขมันในร่างกายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เครื่องมือในการวัด จึงใช้ดัชนีมวลกายมาวัด ค่าที่ได้มีความแม่นยำพอสมควร และสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกาย วิธีวัดก็สะดวก
สูตรการคำนวณดัชนีมวลกาย
ดัชนีมวลกาย BMI = น้ำหนัก (กก)
ส่วนสูง (ม)²
BMI สามารถวัดได้ง่ายโดยวัดส่วนสูงและน้ำหนักและคำนวณตามสูตร หรืออาจจะหา ดัชนีมวลกายได้จากตาราง โดยใช้น้ำหนักและส่วนสูงค่านี้ จะมีความสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกาย ข้อระวัง BMI ใช้ประเมินปริมาณไขมันในผู้ที่มีกล้ามมากๆไม่ได้ และประเมินในผู้ที่กล้ามเนื้อลีบจากสูงอายุไม่ได้

ตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีมวลกาย ระดับความอ้วน และภาวะเสี่ยง

  ภาวะเสี่ยงต่อโรค

น้ำหนัก

BMI
กก/ตารางเมตร
Obesity class
ระดับความอ้วน
เส้นรอบเอว
ชาย < 40 นิ้ว
หญิง < 35 นิ้ว
ชาย > 40 นิ้ว
หญิง > 35 นิ้ว
น้ำหนักน้อย <18.5   --- ---
น้ำหนักปกติ 18.5-24.9   --- ---
น้ำหนักเกิน 25-29.9   เพิ่ม สูง
โรคอ้วน 30-34.9 1 สูง สูงมาก
35-39.9 2 สูงมาก สูงมาก
อ้วนมาก >40 3 สูงมากๆๆ สูงมากๆๆ
  • ภาวะเสี่ยงต่อโรค หมายถึงภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่สอง ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันในเลือดสูง
  • ผู้ป่วยที่มีเส้นรอบเอวมากแม้ว่า BMI จะปกติก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเช่นกัน
  • จะเห็นได้ว่าท่านที่มีดัชนีมวลกายตั้ง 25 ขึ้นไปโดยเฉพาะมีเส้นรอบเอวมากว่า 40 นิ้วในชาย 35 นิ้วในหญิงจะต้องเริ่มรักษาอย่างจริงจัง
วัดเส้นรอบเอว Waist circumference
 
ค่ารอบเอวที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
  • ชาย >40 นิ้วหรือ 102ซม.
  • หญิง > 35 นิ้วหรือ 88 ซม.
  • การวัดเส้นรอบเอวจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในอวัยวะภายในช่องท้อง หากมีไขมันช่องท้องมาก จะพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค มากกว่าไขมันที่อยู่ตามแขนหรือขา ผู้ที่มีดัชนีมวลกายเกิน แต่เส้นรอบเอวไม่เกิน กลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อโรคไม่มาก
  • วิธีการวัดเส้นรอบเอว วัดรอบเอวระดับกึ่งกลางกระดูกสะโพกส่วนบนสุด และขอบล่างของกระดูกซี่โครงให้ขนานกับพื้น และต้องวัดขณะหายใจออกเท่านั้น
  • หลังที่คุณผู้อ่านได้ค่า ดัชนีมวลกาย BMI และเส้นรอบเอว Waist circumference หลังจากที่คุณทราบระดับดัชนีมวลกายและเส้นรอบวงเอวแล้ว คุณอยากทราบหรือยังว่าจะต้องรักษาหรือไม่ 

 

 

ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความอ้วน
AG00013_.gif (7874 bytes)  เมื่อคุณกินอาหารและได้พลังงานมากกว่าพลังงานที่คุณใช้ไปในแต่ละวัน พลังงานที่เหลือก็จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันและสะสมอยู่ในร่างกาย อย่างไรก็ตาม คุณคงเคยได้ยินว่าบางคนกินอาหารมากแต่ไม่ค่อยอ้วน หรือบางคนกินอาหารไม่มากแต่ก็ยังอ้วน ทั้งนี้เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นสาเหตุของความอ้วน
  • พันธุกรรม ยีนทางพันธุกรรมจะกำหนดการควบคุมการใช้และสะสมพลังงานของร่างกาย เด็กที่มีพ่อแม่ที่อ้วนมีแนวโน้มที่จะอ้วนมากถึง 25-30% ยีนเหล่านี้เป็นตัวกำหนดความจุของเซลไขมัน และการกระจายของไขมันทั่วร่างกาย ดังนั้นลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่อ้วน ก็จะมีเซลไขมันที่มีความจุมาก อย่างไรก็ตามถ้าไม่มีไขมันส่วนเกินเข้าไปสะสม เด็กคนนั้นก็จะไม่อ้วน เด็กที่มีพ่อแม่อ้วนก็เปรียบได้กับมีถังที่สามารถจุน้ำได้มากกว่าคนอื่น ถ้ามีน้ำเข้าไปมาก น้ำหนักรวมก็จะมาก แต่ถ้าไม่มีน้ำไปสะสม ก็จะเป็นเพียงถังเปล่า Eน้ำหนักก็จะมากกว่าถังที่เล็กกว่าเล็กน้อย นี่เป็นคำอธิบายว่า ผู้ที่มีครอบครัวอ้วนจะสามารถลดน้ำหนักลงได้ระดับหนึ่งเท่านั้น โดยไม่มีทางที่จะมีรูปร่างผอมบางเหมือนครอบครัวที่ผอมบางไดE ยีนทางพันธุกรรมยังกำหนดถึงอัตราการใช้พลังงานในขณะพักหรือหลับด้วย อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างในส่วนนี้มีผลไม่มากกับน้ำหนัก
  • เพศ เพศชายกินอาหารจำนวนมากกว่าเพศหญิง โดยที่น้ำหนักไม่เพิ่ม ทั้งนี้เนื่องจากเพศชายมีกWB01004_.GIF (384 bytes)WB00920_.GIF (384 bytes)ล้ามเนื้อมากกว่า กล้ามเนื้อเป็นอวัยวะที่ใช้พลังงานมากแม้อยู่ในขณะพักหรือหลับ ดังนั้นจึงมีการใช้พลังงานขณะพักในเพศชายมากกว่าเพศหญิงประมาณ 10-20 %
  • อายุ เมื่อมีอายุมากขึ้น ปริมาณกล้ามเนื้อที่มีอยู่จะน้อยลง กิจกรรมต่างE ก็น้อยลง ทำให้ร่างกายต้องการพลังงานน้อยลง โดยมักจะเริ่มตั้งแต่อายุ 35 ปี
  • ความอ้วนในวัยเด็ก ในวัยเด็กโดยเฉพาะ 2-3 ขวบแรก   จะเป็นช่วงที่ร่างกายสร้างเซลไขมันให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และพบว่าเซลไขมันจะมีปริมาณคงที่เมื่อเป็นผู้ใหญE พบว่าในเด็กที่ได้รับอาหารมากกว่าปกติในวัยเด็ก จะมีปริมาณเซลไขมันมากกว่าเด็กปกติประมาณ 3 เท่า ซึ่งจะทำให้เด็กคนนั้น อ้วนไปตลอดชีวิต
  • การหยุดสูบบุหรีE พบว่าน้ำหนักโดยเฉลี่ยของผู้ที่สูบบุหรี่จะต่ำกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ประมาณ 3-5 กิโลกรัม ทั้งนี้เนื่องจาก นิโคติน ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในบุหรีE กระตุ้นการเผาผลาญพลังงานในร่างกายquit_smoke.gif (360 bytes) ดังนั้น เมื่อหยุดสูบบุหรีEก็จะมีน้ำหนักขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยอื่น Eที่ผู้สูบบุหรี่มีน้ำหนักมากขึ้นคือ การกินอาหารที่มากขึ้น หรือกินจุกกินจิกมากขึ้น
  • กิจวัตรประจำวัน ผู้ที่อ้วนมักมีกิจวัตรประจำวันน้อยอยู่แล้ว รวมทั้งไม่ได้ออกกำลังกายด้วย
  • อาหารไขมันสูง ถ้าเราลองสังเกตุอาหารที่คนอ้วนรับประทาน ภาพที่เรามักเห็นบ่อย E คือPE03334A1.gif (1605 bytes) อาหารมันE เช่น ขาหมู หมู 3 ชั้น เป็นต้น อาหารที่มีไขมันสูงเหล่านีE ให้พลังงานมากกว่า อาหารพวกโปรตีน และคารEบไฮเดรท ถึง 2 เท่า
  • โรคอื่นEมีโรคบางอย่างที่ทำให้อ้วนไดE เช่น โรคของการเผาผลาญอาหารบางอย่าง หรือโรคของฮอรEมนบางชนิด แต่ความอ้วนที่เกิดจากสาเหตุนีE มีไม่ถึง 5 %

 

banner_drug.gif (3143 bytes)
      หัวใจสำคัญของการลดน้ำหนักอย่างถาวรคือ การกินอาหารที่มีไขมันต่ำ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และอดทน อย่างไรก็ตาม ในคนที่อ้วนมาก ยาลดความอ้วนสามารถช่วยไดE ยาลดความอ้วนไม่สามารถมากทดแทน พฤติกรรมการกินอาหาร หรือการออกกำลังกายไดE การใช้ยาลดความอ้วนตามคำแนะนำของแพทยE จะช่วยส่งเสริมการลดความอ้วนไดE

 

เมื่อคุณเดินผ่านร้านที่ขายอาหารเกี่ยวกับสุขภาพ หรือร้านขายผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสมุนไพร คุณจะพบผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการควบคุมน้ำหนักที่ทำมาจากสมุนไพรอย่างแน่นอน สมุนไพร ซึ่งเป็นของคู่บ้านเมืองเราเป็นเวลาช้านานมาแล้ว กำลังมีบทบาทมากขึ้น กำลังเป็นทางเลือกใหม่ของการรักษาโรคต่างๆ และแน่นอน กำลังเข้ามามีบทบาทและกำลังเป็นที่นิยมในการใช้ควบคุมน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม การใช้สมุนไพร ไม่สามารถหวังผลการควบคุมน้ำหนักได้ในชั่วข้ามคืน แต่การใช้สมุนไพร สามารถช่วยทำให้การควบคุมน้ำหนักเป็นไปโดยง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

 คัดลอกมาจาก www.siammedic.com